Labour

Labour

15 ก.ย. 2562

 

สถานการณ์แรงงานในซาอุดีฯ

1. นโยบายเกี่ยวกับแรงงานต่างชาติที่สำคัญ

1.1 นโยบาย SAUDIZATION ของรัฐบาลซาอุดีฯ เป็นนโยบายที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อลดอัตราการจ้างงานหรือการบรรจุแรงงานต่างชาติ โดยกำหนดให้ภาครัฐและเอกชนต้องจ้างคนซาอุดีฯ เข้าทำงาน
ร้อยละ 20 ของคนงานทั้งหมด และให้เพิ่มขึ้นทุกปีในอัตราเดียวกัน ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันคนซาอุดีฯ ประสบปัญหา
การว่างงานเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี นโยบายนี้ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากสาเหตุสำคัญ 2 ประการ คือ 
คนซาอุดีฯ ยังไม่พร้อมในการทำงานที่ต้องใช้แรงงานมาก และมีความต้องการค่าจ้างแรงงานสูงกว่าแรงงานต่างชาติ

1.2 นโยบายให้สิทธิแรงงานหรือชาวต่างชาติถือกรรมสิทธิ์ในอหังสาริมทรัพย์ โดยผู้ที่พำนักอยู่อย่างถูกต้องหรือมีใบถิ่นที่อยู่ (IQAMA) สามารถซื้อที่ดินและบ้านได้ทั่วราชอาณาจักร ทั้งนี้ เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซบเซามาเป็นระยะเวลากว่า 10 าปี ราคาอสังหาริมทรัพย์จึงไม่ขยับขึ้นเลยจนถึงปัจจุบัน

1.3 แรงงานต่างชาติมีการประกันสังคมในด้านอุบัติเหตุจากการทำงานและด้านสุขภาพ

1.4 นโยายให้สิทธิแก่แรงงานต่างชาติในการเดินทางทั่วราชอาณาจักร โดยไม่ต้องมีหนังสืออนุญาตจากนายจ้าง ให้ใช้เฉพาะหนังสือใบถิ่นที่อยู่ (IQAMA)

2แรงงานต่างชาติในซาอุดีฯ

ซาอุดีฯ เป็นตลาดแรงงานที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางและเคยเป็นตลาดแรงงานไทยที่สำคัญแห่งหนึ่ง ในปัจจุบันมีแรงงานต่างชาติ ประมาณ 6 ล้านกว่าคนอยู่ในซาอุดีฯ แบ่งตามชนชาติต่าง ๆ (เป็นตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการ) ดังนี้

ลำดับที่

แรงงานชาวต่างชาติ

จำนวน / คน

1

อินเดีย

1,100,000

2

อียิปต์

900,000

3

ปากีสถาน

800,000

4

ฟิลิปปินส์

750,000

5

บังคลาเทศ

700,000

6

อินโดนิเซีย

700,000

7

เยเมน

500,000

8

จอร์แดน

134,000

9

ปาเลสไตน์

116,000

10

ซีเรีย

113,000

11

ศรีลังกา

200,000

12

ไนจีเรีย

65,000

13

ตุรกี

53,000

14

เลบานอน

33,400

15

* ไทย

20,000

 

* ทั้งนี้ สำนักงานแรงงานฯ ณ เมืองเจดดาห์ รับผิดชอบเขตภาคตะวันตก 11 เมืองของซาอุดีฯมีคนงานไทย ประมาณ 15,000 คน และสำนักงานแรงงานฯ ณ กรุงริยาด รับผิดชอบเขตภาคตะวันออกและภาคกลางของซาอุดีฯ มีคนงานไทยประมาณ 5,000 คน

3 ประเภทกิจการที่มีการจ้างแรงงานต่างชาติ

3.1 หน่วยงานรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจเป็นนายจ้างของแรงงานต่างชาติโดยตรงได้แก่ งานซ่อมบำรุงอาคารสำนักงานและบ้านพัก งานบริการของการไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ งานเกี่ยวกับ การขนส่งและคมนาคม งานของสายการบิน แพทย์และพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐ

3.2 กิจการเอกชนรับเหมาจากรัฐบาล ได้แก่ งานทำความสะอาดในสำนักงาน งานติดตั้งและวางสายโทรศัพท์ งานก่อสร้างโรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และสาธารณูปโภค

3.3 บริษัทเอกชน ได้แก่ งานแม่บ้าน ขับรถยนต์ บริการโรงแรม พนักงานห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ผลิตกระดาษ ผลิตเม็ดพลาสติก ผลิตปูนซีเมนต์ ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม เป็นต้น

4 แรงงานไทยในเขตภาคตะวันตกของซาอุดีฯ

นับตั้งแต่ปี 2533 ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างไทยและซาอุดีฯ ได้รับผลกระทบจากกรณีการเสียชีวิตของนักการทูตซาอุดีฯ และการหายตัวไปของนักธุรกิจชาวซาอุดีฯ ในประเทศไทย ประกอบกับวิกฤติการณ์ที่อิรักส่งทหารเข้ายึดครองคูเวต เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2534 ทำให้คนงานไทยที่ทำงานอยู่ในซาอุดีฯ เริ่มรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิต และได้ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทยจำนวนมาก ปัจจุบันประมาณการว่า มีคนงานไทยทำงานในเขตภาคตะวันตกของซาอุดีฯ ประมาณ 15,000 คน โดยเป็นคนงานที่เดินทางเข้าไปทำงานตามสัญญาจ้าง (ถูกต้องตามกฏหมาย) ประมาณ 4,000 คน และเป็นคนงานที่เดินทางโดยวีซ่าอุมเราะห์และหลบหนีทำงาน (ผิดกฏหมาย) ประมาณ 11,000 คน โดยประมาณว่า คนงานเหล่านี้ส่งเงินกลับประเทศปีละ 1,000 ล้านบาท

สภาพความเป็นอยู่ของคนงานที่ทำงานอยู่ในภาคตะวันตกของซาอุดีฯ ที่ถูกกฏหมาย ส่วนใหญ่จะกระจายทำงานอยู่กับนายจ้างหลายประเภท โดยกิจการที่ยังมีคนงานทำงานกันอยู่มาก อาทิ โรงงานอุตสาหกรรม กิจการทำเครื่องประดับ ช่างตัดเย็บเสื้อผ้า ร้านอาหาร เป็นต้น ที่เหลือจะมีทำงานกระจายกันในที่ต่าง ๆ แห่งละไม่มากนัก ทั้งนี้ คนงานไทยจะมีการรวมกลุ่มกันในบางครั้ง โดยเฉพาะเมื่อมีประเพณีสำคัญ ๆ ของไทย เช่น วันชาติ วันปีใหม่ วันสงกรานต์ และวันลอยกระทง เป็นต้น

ส่วนสภาพความเป็นอยู่ของแรงงานที่ผิดกฎหมายส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมืองมักกะห์ เจดดาห์ และตาอีฟ คนงานเหล่านี้จะอยู่แต่ในบ้าน จะไม่ออกเที่ยว หรือซื้อของในตลาด เนื่องจากไม่มีใบอนุญาตทำงาน หวั่นเกรงต่อการถูกจับกุมตัวและส่งกลับประเทศไทย โดยจะเช่าบ้านรวมกันอยู่เป็นกลุ่ม ๆ เวลาส่วนใหญ่จะหมดไปกับการทำงาน สำหรับงานที่คนงานเหล่านี้ทำมากที่สุด คือ งานรับตัดเย็บเสื้อผ้า ซึ่งมีรายได้ดี โดยเฉพาะในช่วงเดือนรอมฎอนและฮัจย์

5 ปัญหาของแรงงานไทย

ประเด็นปัญหา

แนวทางแก้ไข

คนงานไทยที่เข้าไปทำงานในซาอุดีฯ โดยถูกต้องตามกฎหมายแรงงาน

- นายจ้างขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งเป็น
ชาวซาอุดีฯ ไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา บางรายไม่ต่อ
อายุใบอนุญาตทำงาน และไม่ทำวีซ่าให้คนงานเดินทาง
กลับไปพักร้อน รวมทั้งไม่จ่ายเงินสิ้นบริการเมื่อทำงาน
ครบกำหนด

- คนงานที่เข้าทำงานตามสัญญาและ
ได้หลบหนีนายจ้างซึ่งกลายเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายแรงงาน และกฎหมายคนเข้าเมือง หากถูกจับกุมจะถูกส่งตัวเข้า
กองเนรเทศ และส่งกลับประเทศไทย หากมีความผิดอื่นก็
จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายก่อน

- การกระทำผิดกฎหมายท้องถิ่นของคนงานไทย ได้แก่ การมั่วสุมระหว่างชายหญิงที่ไม่ใช่สามีภรรยา การดื่มและต้มสุราขาย การเล่นหวย เล่นการพนัน เป็นต้น ส่วนใหญ่เป็นคนงานที่อยู่นาน มีพรรคพวกและรู้ช่องทาง
ในการกระทำผิด หากถูกจับกุมจะถูกดำเนินคดี ส่วนคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดถือเป็นคดีร้ายแรง บางรายถูกตัดสินประหารชีวิต และบางรายติดคุก
เป็นเวลายาวนาน

- คนงานขาดการติดต่อกับครอบครัวเป็นเวลานาน ในการติดตามคนงาน บางรายข้อมูลในคำร้องไม่เพียงพอ หรือไม่ชัดเจน บางรายย้ายที่อยู่หรือที่ทำงานใหม่ บางรายหลบหนีนายจ้าง

 

 


- สนร.ฯ จะประสานและเจรจากับนายจ้างเพื่อ
ไกล่เกลี่ย หากไม่ได้รับความร่วมมือจะติดต่อประสานงาน
กับกระทรวงแรงงานฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สำนักเจ้าเมือง และศาล ตามลำดับ และปัญหาส่วนใหญ่จะได้รับการแก้ไข
ในขั้นตอนของ เจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่มีบางกรณีจะต้องใช้ เวลานาน 6 – 8 เดือน

- สนร.ฯ ร่วมกับสกญ. เข้าเยี่ยมบริจาคเสื้อผ้า ตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่านายจ้างค้างค่าจ้าง

ก็จะประสานกับนายจ้าง และหากไม่มีหนังสือเดินทาง ทางสกญ.จะออกเอกสาร C.I. เป็นใบแทนหนังสือเดินทางเพื่อเดินทางกลับไทย

- สนร.ฯ ให้ความช่วยเหลือโดยส่งล่ามไป
แปลคำให้การ บริจาคสิ่งของ และเข้าเยี่ยมเยียน
ในเรือนจำอย่างต่อเนื่อง โดยจะต้องทำหนังสือแจ้ง
กต.ซาอุดีฯ เป็นผู้อนุญาต

- สนร.ฯ ได้ติดต่อประสานงานกับเครือข่ายคนงาน
ที่อยู่ตามเมืองต่าง ๆ เพื่อให้ช่วยติดตามและหาข้อมูล นอกจากนี้ สกญ.ได้ช่วยตรวจสอบหนังสือเดินทาง
และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

 

ประเด็นปัญหา

แนวทางแก้ไข

คนงานไทยเดินทางเข้าซาอุดีฯ โดยวีซ่าอุมเราะห์หรือเป็นผู้แสวงบุญและหลบหนีทำงาน (ผิดกฏหมาย)

- คนไทยที่หลบหนีทำงาน หากถูกจับกุมจะถูกส่งกลับประเทศไทย

- กรณีคนไทยบางรายถูกนายหน้าชาวซาอุดีฯ หลอกลวงว่าสามารถทำใบถิ่นที่อยู่ (IQAMA)

โดยเรียกเก็บเงินเป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถดำเนินการขอได้

- กรณีหญิงไทยปลอมเป็นมุสลิมและเดินทางเข้าประเทศโดยใช้วีซ่าอุมเราะห์ และเข้ามา

ขายบริการทางเพศ ซึ่งเป็นสิ่งผิดกฎหมายอย่าง

ร้ายแรงของประเทศนี้

 

 

 

- กรณีหลบหนีทำงาน จะถูกจับกุมเข้ากองเนรเทศ สนร.ฯ ร่วมกับสกญ.จะเข้าไปเยี่ยมเยียนและตรวจสอบข้อเท็จจริงสัปดาห์ละ 2 วัน หากไม่มีหนังสือเดินทางจะออกเอกสาร C.I. ให้เป็นใบแทนหนังสือเดินทาง

- การให้ความช่วยเหลือจะต้องทำอย่าง ไม่เป็นทางการ โดยจะไปพบและเจรจากับนายหน้า หรือบางรายจะเชิญมาพบที่สำนักงานฯ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือด้วยดีระดับหนึ่ง

- การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้จะต้องขอความร่วมมือและประสานงานกันหลายฝ่ายในประเทศไทย

ในส่วนของสกญ.และสนร.ได้มีการประชาสัมพันธ์และเตือนคนไทยให้ละเว้นการกระทำและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และขอให้คำนึงถึงชื่อเสียงของประเทศเป็นสำคัญ

6 ตลาดแรงงานไทย

ซาอุดีฯ เป็นประเทศที่กำลังพัฒนา ทำให้มีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเป็นจำนวนมาก และมีทรัพยากรน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก ประมาณ 1 ใน 4 ของโลก ส่งเป็นสินค้าออก

ทำรายได้เป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปี ทำให้มีงบประมาณในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง กระทรวงการวางแผนของซาอุดีฯ ประมาณการว่า จะมีความต้องการจ้างแรงงานต่างชาติเพื่อทำงานในตำแหน่งต่าง ๆ ทั้งในภาคราชการและเอกชน ประมาณ 90,000 – 100,000 คน ประเทศที่ได้ส่วนแบ่งตลาดแรงงานนี้ที่สำคัญ ได้แก่ อินเดีย อียิปต์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ปากีสถาน บังคลาเทศ และศรีลังกา เป็นต้น

สำหรับประเทศไทย เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยังไม่ปกติ

ซาอุดีฯ ยังไม่เปิดวีซ่าแรงงานไทยอย่างเป็นทางการ แรงงานไทยจึงไม่มีส่วนแบ่งนี้ การเดินทางเข้าไปทำงานในซาอุดีฯ ของแรงงานไทยปัจจุบันคงมีอยู่เฉพาะในกลุ่มนายจ้างที่มีความใกล้ชิดกับรัฐบาล ซึ่งสามารถจ้างแรงงานได้บ้างเป็นครั้งคราวปีละไม่มากนัก ทำให้แรงงานไทยที่เข้าไปทำงานโดยถูกต้องลดน้อยลงตามลำดับ

อย่างไรก็ดี แม้ว่าแรงงานไทยที่ถูกต้องตามกฏหมายจะลดน้อยลง แต่เนื่องจาก

ซาอุดีฯ เป็นประเทศศูนย์กลางของศาสนาอิสลาม ซึ่งทุกปีจะมีผู้แสวงบุญเดินทางเข้าไปประกอบพิธีทางศาสนาจำนวนมาก จึงเป็นช่องทางให้คนไทยที่นับถือศาสนาอิสลาม รวมทั้งคนไทยที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม แต่ปลอมเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลามใช้ช่องทางนี้ ลักลอบเดินทางเข้าไปทำงานในซาอุดีฯ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นงานตัดเย็บเสื้อผ้าชุดประจำชาติของซาอุดีฯ เพราะมีรายได้ดี ประมาณเดือนละ 24,000 – 30,000 บาท ปัจจุบันจึงยังมีคนงานไทยผิดกฎหมายจำนวนมากทำงานอยู่ในเขตภาคตะวันตกของซาอุดีฯ ทั้งนี้ คนงานเหล่านี้ หากโชคดีได้ทำงานกับนายจ้างที่ดีและต้องการจ้างอย่างถาวร นายจ้างจะพยายามวิ่งเต้นขอใบอนุญาตทำงานให้และมีหลายรายที่ได้รับใบอนุญาตทำงาน อย่างไรก็ดี คนงานเหล่านี้ส่วนใหญ่จะไม่สามารถขอใบอนุญาตทำงานได้ เนื่องจากทางการซาอุดีฯ ค่อนข้างเข้มงวดในการอนุญาต ทำให้คนงานต้องทำงานโดยผิดกฎหมาย และหากถูกจับได้ก็จะถูกส่งกลับประเทศโดยไม่มีการดำเนินคดี นอกจากมีการกระทำความผิดอื่น

สำหรับคนงานที่ทำงานอยู่นานและไม่ถูกจับกุม หากต้องการเดินทางกลับจะต้องมอบตัวต่อกองเนรเทศ กรมตรวจคนเข้าเมือง เพื่อส่งตัวกลับ ในการเดินทางกลับทุกสัปดาห์ ๆ

ละ 2 ครั้ง ซึ่งสกญ.จะร่วมกับสนร. ณ เมืองเจดดาห์จัดส่งเจ้าหน้าที่ไปประสานงานกับทางการซาอุดีฯ

เพื่อจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องและอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับของคนงานเหล่านี้

โดยสรุป แม้ว่า ประเทศซาอุดีฯ จะมีการผลักดันแรงงานต่างชาติที่ผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก และพยายามให้คนซาอุดีฯ เข้ามาทำงานแทนที่คนต่างชาติก็ตาม แต่คาดว่า ซาอุดีฯ ยังต้องการแรงงานต่างชาติอยู่อีกเป็นจำนวนมาก เนื่องจากซาอุดีฯ เป็นประเทศที่กำลังพัฒนาและมีเงินงบประมาณจำนวนมาก ประกอบกับคนซาอุดีฯ ไม่มีความรู้และความชำนาญในการทำงานและไม่ต้องการ

ที่จะทำงานที่ต้องใช้แรงงานมาก

โอกาสของแรงงานไทยในซาอุดีฯ

สำหรับโอกาสของแรงงานไทย ขณะนี้วีซ่าคนงานไทยยังไม่เปิดเป็นทางการ

จึงทำให้คนงานไทยมีจำนวนไม่มากนัก และการจัดส่งคนงานอยู่ในขอบเขตจำกัด อย่างไรก็ดี ในอนาคตหากความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดีฯ กลับสู่ภาวะปกติ โอกาสของแรงงานไทยก็จะมีในส่วนแรงงาน

ฝีมือในด้านอุตสาหกรรมเครื่องประดับและอัญมณี และงานบริการ เช่น พ่อครัวร้านอาหารและพนักงานใน

โรงแรม เป็นต้น อย่างไรก็ดี สิ่งที่จะต้องคำนึงในการพิจารณาจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในซาอุดีฯ มีดังนี้

7.1 เนื่องจากซาอุดีฯ มีขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิตความเป็นอยู่แตกต่างจากไทยเป็นอย่างมาก มีข้อห้ามต่าง ๆ ที่เข้มงวด และมีบทลงโทษที่รุนแรง เช่น ห้ามดื่มของมึนเมา ห้ามเล่นการพนัน ห้ามมีเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยา เป็นต้น จึงเป็นความยากลำบากที่แรงงานไทยจะปรับตัวให้เข้ากับสภาพวิถีชีวิตของซาอุดีฯ ได้ ดังนั้น การอนุญาตให้แรงงานไทยมาทำงานในซาอุดีฯ ควรพิจารณาคนงานที่เคยทำงานในซาอุดีฯ แล้ว หรือคนไทยมุสลิมทั้งในภาคกลางและภาคใต้ เพราะสามารถปรับตัวได้ง่าย และไม่มีปัญหาเรื่องอบายมุข

7.2 แรงงานไทยที่จะเข้ามาทำงานในซาอุดีฯ ควรเน้นแรงงานฝีมือและกึ่งฝีมือ เพราะเป็นตลาดแรงงานระดับกลาง และไม่มีปัญหาเรื่องจ่ายค่าจ้างและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ สำหรับ

แรงงานไร้ฝีมือหรือกรรมกรนั้น แรงงานไทยไม่สามารถสู้กับแรงงานจากเอเชียใต้ที่ยอมรับค่าจ้างที่ต่ำกว่า ได้

7.3 ซาอุดีฯ เป็นประเทศหนึ่งที่ค่าครองชีพไม่สูงมากกอปรกับวิถีชีวิตที่เคร่งครัด ไม่มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เช่น โรงภาพยนตร์ ไนท์คลับ บาร์ และสถานบันเทิงอื่น ๆ ทำให้แรงงานไทยที่ทำงานอยู่ที่นี่ สามารถเก็บเงินได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

7.4 สำหรับโอกาสของการเปิดร้านอาหารไทยในซาอุดีฯ นั้น แม้ว่าในปัจจุบันจะมีร้านอาหารไทยในเมืองเจดดาห์ จำนวน 6 แห่ง (ตามเอกสารแนบ 2) และไทยมีศักยภาพที่จะส่งเสริมธุรกิจด้านนี้ในซาอุดีฯ ได้ แต่เนื่องจากกฏระเบียบการเข้าเมืองของซาอุดีฯ สำหรับชาวต่างชาติที่จะไปทำธุรกิจในซาอุดีฯ จะต้องมีsponsor เป็นชาวซาอุดีฯ เท่านั้น ฉะนั้น การที่คนไทยจะไปเปิดร้านอาหารไทยเอง ยังไม่สามารถจะกระทำได้ นอกจากจะมี sponsor รองรับอยู่ก่อนแล้ว และเมื่อตกลงในรายละเอียดแล้ว ร้านอาหารดังกล่าวจะต้องขออนุญาตเปิดร้านในนามของ sponsor ซึ่งเป็นชาวซาอุดีฯ แต่การบริหารและการจัดการร้านอาหารนั้น สามารถกระทำได้โดยคนไทย ดังนั้น ความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างผู้ลงทุนกับ sponsor จึงเป็นประเด็นสำคัญ อย่างไรก็ดี พ่อครัวคนไทยยังเป็นที่ต้องการของโรงแรมใหญ่และร้านอาหารทั่วไปในซาอุดีฯ ซึ่งที่ผ่านมา สกญ.และสนร. ณ เมืองเจดดาห์ก็ได้รับการทาบทามจากภาคเอกชนซาอุดีฯ อยู่เสมอ แต่ก็ประสบปัญหาในเรื่องที่ทางการซาอุดีฯ ไม่ยอมออกวีซ่าใหม่ให้แก่แรงงานไทย (เนื่องจากประเด็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดีฯ ตามที่กล่าวถึงข้างต้น)ยกเว้นการออกวีซ่าใหม่ให้แก่คนงานไทยที่เข้าไปทำงานกับบริษัทเอกชนซาอุดีฯ ที่มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้านายชั้นสูง ซึ่งในแต่ละปีจะมีเพียง 30 รายเท่านั้น ฉะนั้น การส่งเสริมให้เปิดร้านอาหาร/ภัตตาคารไทยในซาอุดีฯ ในปัจจุบัน จึงยังมีลู่ทางที่ไม่สดใสมากนัก อย่างไรก็ดี หากในอนาคตความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดีฯ กลับคืนสู่ภาวะปรกติก็คาดว่า การส่งเสริมการเปิดร้านอาหาร/ภัตตาคารไทยในซาอุดีฯ จะมีลู่ทางที่แจ่มใส เนื่องจากชาวซาอุดีฯ และชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในซาอุดีฯ หลายล้านคนก็เริ่มรู้จักและนิยมบริโภคอาหารไทยมากยิ่งขึ้น